ศูนย์การแพทย์ ศูนย์การแพทย์

ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ

ให้บริการในการตรวจรักษาโรคทั่วไป โดยแผนกผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อได้เปิดให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปทางกระดูกและข้อ และให้บริการคลินิกเฉพาะทางทางด้านกระดูกและข้อ เช่น คลินิกกระดูกสันหลัง, คลินิกโรคทางมือ ข้อศอก และจุลยศัลยกรรม, คลินิกมะเร็งกระดูกและเนื้อเยื่อ เป็นต้น ซึ่งให้บริการการตรวจรักษาด้วยแพทย์เฉพาะทางและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย อาทิ เครื่องตรวจด้วยคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็ก (MRI 3 Tesla) และเครื่อง เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เป็นต้น

บริการของแผนกผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อ

  • คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อทั่วไป  ( General Orthopedics Clinic )
  • คลินิกรักษาข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม ( Hip and Knee Clinic )
  • คลินิกโรคทางมือ ข้อศอก และจุลยศัลยกรรม ( Hand and Elbow Clinic )
  • คลินิกโรคกระดูกสันหลัง ( Spine Clinic )
  • คลินิกมะเร็งกระดูกและเนื้อเยื่อ ( Musculoskeletal Oncology Clinic )
  • คลินิกอุบัติเหตุกระดูกหัก (Trauma Orthopedic)
  • คลินิกเวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine) 

บริการตรวจคัดกรองและตรวจวินิจฉัย

  • การตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์เฉพาะทางแต่ละด้านของกระดูก
  • การตรวจมวลกระดูก
  • การตรวจเอกซเรย์กระดูก
  • การตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  • เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)

 บริการการรักษาที่ครบวงจร

  • การกายภาพบำบัด
  • การกินยา
  • การฉีดยา
  • การผ่าตัด
  • การฉายรังสีรักษา
  • การให้ยาเคมีบำบัด
  • การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลภายหลังได้รับการวินิจฉัยว่าพบมะเร็งกระดูกด้วยทีมวางแผนการรักษาโรคมะเร็ง (Tumor Board)
  • การผ่าตัดแบบแผลเล็กและเจ็บน้อย (minimally invasive surgery) 
  • การผ่านตัดด้วยการส่องกล้อง (Arthroscopic Surgery)
  • การผ่าตัดเพื่อนำกระดูกที่เป็นมะเร็งออกแต่ไม่สูญเสียแขนและขา (Limb-Sparing Surgery)
  • เนื้องอก หรือมะเร็งกระดูก
  • อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เช่น การบาดเจ็บข้อเข่าจากการเล่นกีฬา 
  • เอ็นเข่าฉีกขาด กระดูกอ่อนในเข่าฉีกขาด 
  • กระดูกหักประเภทต่างๆ
  • กระดูกหักแบบซับซ้อนที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ
  • นิ้วล็อค, พังผืดกดทับเส้นประสาท
  • ข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อม
  • เส้นเอ็นนมือฉีกขาด
  • ข้อมือและข้อศอก
  • หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาน
  • กระดูกสันหลังคด
  • หมอนรองกระดูกและกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมสภาพ
  • กระดูกสันหลังคด

 

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกมีมวลลดลง ส่งผลให้กระดูกมีความเปราะ บางมากขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายมากขึ้น

โรคกระดูกพรุนพบมากในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงหลังหมดประจำเดือนนั่นเอง

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่พบเจอได้บ่อย มีปริมาณของผู้ป่วยมาก แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการวินิจฉัย เนื่องจากไม่มีอาการของโรคที่ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับโรคอื่นๆ จะพบภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนเยอะกว่ามาก

อาการของโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนไม่มีอาการบ่งบอกชัดเจน ดังนั้นคนที่เป็นอาจจะไม่ทราบได้เลยว่าตัวเป็นโรคกระดูกพรุนอยู่ ซึ่งกว่าจะแสดงอาการให้เห็น คือ มีภาวะกระดูกหักง่ายจากภาวะกระดูกพรุน ในอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ลื่นล้ม ซึ่งบริเวณของกระดูกหักที่พบบ่อย จะเป็นกระดูกบริเวณสะโพก ข้อมือ หรือกระดูกสันหลัง โดยกระดูกหักเหล่านี้มีความสำคัญ อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถที่จะเดินได้อีก เป็นต้น

วิธีการป้องกันและรักษา

วัตถุประสงค์หลักของการรักษาโรคกระดูกพรุน คือ การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกหักซึ่งจะนำมาซึ่งความทุพลภาพหลายๆอย่างตามมา ทำให้ลดการพึ่งพาบุคคลอื่นๆในบั้นปลายของชีวิต

วิธีการป้องกัน

  1. ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เช่น การเดิน วิ่งเบาๆ รำมวยจีน เต้นแอโรบิก เป็นต้น
  2. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพียงพอ เหมาะสมกับวัย
  3. ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ เช่น แดดอ่อนๆในตอนเช้า
  4. มีวิธีการป้องกันการหกล้มให้กับผู้สูงอายุ เช่น อุปกรณ์ช่วยพยุงภายในบ้าน

ยาที่ใช้ในการรักษากระดูกพรุน

ยาที่ใช้รักษาเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกของผู้ป่วยบางมากขึ้น มีหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบของการรับประทาน หรือว่าในรูปยาฉีด ขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคน

 

แบบทดสอบประเมินตนเองว่าถึงเวลาที่จะเข้ารับการตรวจมวลกระดูกหรือยัง

เลือก Ö หน้าข้อที่ตรงกับตัวคุณเอง

  1.   ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือ ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
  2.   มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 1 ข้อ
    1.   ประจำเดือนหมดเร็วก่อนอายุ 45 ปี
    2.   รับประทานยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน
    3.   มีคุณพ่อหรือคุณแม่เคยกระดูกสะโพกหัก
    4.   ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีค่าดัชนีมวลกาย < 19 กก./ตร.ม.*
  3.   เอกซเรย์พบว่ากระดูกสันหลังบาง หรือกระดูกทรุดผิดรูป
  4.   เคยมีกระดูกหักโดยอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้ม
  5.   มีส่วนสูงที่ลดลงทุกๆปี
  6.   เคยตรวจมวลกระดูกครั้งสุดท้ายเกิน 2 ปีขึ้นไป

*ค่าดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก (กก.) / ส่วนสูง(ม.)2

ถ้าตรงตามข้อใดข้อหนึ่งข้างบนยังไม่ต้องตกใจนะครับ คุณยังไม่ได้เป็นโรคกระดูกพรุน แต่มีข้อบ่งชี้ให้ต้องมาเข้ารับการตรวจมวลกระดูก เพื่อตรวจดูว่าคุณเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ โดยสามารถติดต่อสอบถามแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมได้

 

ค้นหาคำตอบที่ต้องรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนของตัวคุณเอง

  1. ฉันมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน หรือกระดูกหักง่ายจากโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ?
  2. ฉันรับประทานแคลเซียม หรือวิตามินดี เพียงพอหรือไม่ในแต่ละวัน ?
  3. การออกกำลังกายประเภทใด จะช่วยให้กระดูกของฉันแข็งแรงมากขึ้น ?
  4. ยาโรคประจำตัวที่ฉันกินทุกวันนี้ มียาตัวใดทำให้กระดูกบางลงหรือไม่ ?
  5. ฉันมีภาวะ หรือโรคประจำตัวที่จะทำให้กระดูกบางหรือไม่ ?
  6. ฉันมีความจำเป็นที่ต้องตรวจมวลกระดูกหรือไม่ ?
  7. ถ้าฉันเคยตรวจมวลกระดูกแล้ว ผลอยู่ในระดับปกติหรือไม่  ?
    1. ผลการตรวจแปลว่าอะไร ?
    2. ถ้าผลการตรวจผิดปกติ ฉันจำเป็นที่จะต้องได้รับยาหรือไม่ ?
  8. ฉันจะป้องกันการหกล้มในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ?

ถ้าคุณเป็นคนที่สงสัยว่าตัวเองจะมีภาวะกระดูกพรุน หรือมีอยู่แล้ว ยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ คุณกำลังมีความเสี่ยงแล้วล่ะ! แนะนำให้คุณใส่ใจเรื่องใกล้ตัวนี้ให้มากขึ้น หรือสามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อทำการตรวจและให้คำแนะนำเพิ่มเติม ที่จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และป้องกันภาวะกระดูกหักของตัวคุณเองในอนาคต

 

โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบบริเวณเอว(Lumbar spinal stenosis)

 

หรืออีกชื่อที่คนทั่วไปมักเรียกว่ากระดูกหลังเสื่อมทับเส้นประสาทมักพบในผู้สูงอายุ>60ปีเกิดจากความเสื่อมของหมอนรองกระดูก(intervertebral disc)มีการฉีกขาดหรือความสูงลดลงและข้อต่อกระดูกหลัง(facet)เกิดข้อเสื่อมหรือมีกระดูกงอกขึ้น ทำให้กระดูกหลังขาดความมั่นคงจึงเป็นสาเหตุอาการปวดหลังและนำมาซึ่งโพรงกระดูกหลังตีบแคบกดทับเส้นประสาท

ผู้ปวดมักจะมาด้วยอาการเฉพาะ(neurogenic claudication)คือปวดร้าวลงขา , ความรู้สึกชา, และหากเป็นมากอาจพบอาการอ่อนแรง กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ โดยจะมีอาการมากขณะยืนเดินนานๆ และอาการทุเลาเมื่อนั่งพักเอนตัวไปข้างหน้าหรือนอนพัก

การวินิจฉัย จากการซักประวัติตรวจร่างกายและส่งตรวจรังสีวินิจฉัย โดยการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีประโยชน์ความแม่นยำมากที่สุดซึ่งมีประโยชน์ในการวางแผนการรักษาและผ่าตัด

การรักษาเริ่มจากวิธีไม่ผ่าตัดได้แก่ การฝึกกายภาพเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง การดึงหลัง และยา และเมื่อผู้ป่วยไม่ดีขึ้นจึงเป็นการผ่าตัดได้แก่ การผ่าตัดเปิดระบายโพรงกระดูกสันหลัง การใส่โลหะดามกระดูกสันหลัง และการใส่วัสดุเทียมทดแทนหมอนรองกระดูกสันหลัง โดยมีวิธีการผ่าตัดทั้งแบบเปิดแผลปกติ หรือเปิดแผลขนาดเล็ก

ดังนั้นผู้สูงอายุที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังเป็นเวลานาน รวมทั้งมีอาการปวดร้าวลงขา อาการชา และอ่อนแรงขาจึงควรมาปรึกษาแพทย์กระดูกและข้อตั้งแต่แรก

 

โรคมะเร็งกระดูกออสทีโอซาร์โคมา OSTEOSARCOMA

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพยากรณ์โรค (PROGNOSIS FACTORS)

  • เป็นมะเร็งปฐมภูมิ (Primary) ของกระดูก
  • เกิดจากเซลล์ตัวอ่อน (Mesenchymal Stem Cells) เจริญเติบโตเป็นมะเร็งของกระดูก ซึ่งเป็นมะเร็งปฐมภูมิของกระดูกที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก
  • พบบ่อยในเด็กเป็นอันดับที่ 8 คิดเป็น 2.4% ของมะเร็งในเด็ก
  • พบบ่อยที่สุดระหว่างอายุ 10-20 ปีและมักพบในเด็กผู้ชายมากกว่าผู้เด็กหญิง
  • ส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณกระดูกต้นขาส่วนปลาย (Distal Femur) และกระดูกขาส่วนต้น (Proximal Tibia)
  • สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัดแต่มีปัจจัยสำคัญ2 ประการที่เกี่ยวข้องได้แก่
  1. ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factors) เช่น Li-Fraumeni syndrome, Rothmund-Thomson syndrome
  2. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Factors) เช่น การได้รับรังสี

            ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมาด้วยอาการปวด อาจจะมีอาการปวดอยู่นาน 3-6 เดือน และมักมีอาการปวดเวลากลางคืนร่วมด้วย ถ้ามะเร็งโตขึ้นจะมีอาการบวมและคลำได้ก้อน ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น ไข้ น้ำหนักลด กระดูกหัก

            มะเร็งชนิดนี้มีการแพร่กระจายเฉพาะที่ ส่วนใหญ่เริ่มต้นในโพรงกระดูก (Medulla) แล้วเจริญเติบโตลุกลามทะลุออกไปทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบ ในระยะสุดท้ายจะแพร่กระจายไปที่ปอดและอวัยวะอื่นๆ ทำให้มีพยากรณ์โรคเลวลง

            การประเมินผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งกระดูกออสทีโอซาร์โคมา เริ่มตั้งแต่ประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจบริเวณที่น่าสงสัยด้วยเอกซเรย์ (X-rays) ผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งกระดูกออสทีโอซาร์โคมา ควรทำการตรวจเพิ่มเติม ต่อไปนี้

  1. ตรวจเอกซเรย์ (X-rays) เพื่อการวินิจฉัยเบื้องต้น
  2. ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปอด (CT scan) เพื่อตรวจการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังปอด
  3. ตรวจด้วยคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging - MRI) ช่วยการวินิจฉัยและประเมินก้อนเนื้องอกได้ชัดเจน เหมาะสำหรับตรวจหาขอบเขตของมะเร็ง รวมทั้งช่วยในการวางแผนผ่าตัด
  4. การถ่ายภาพสแกนกระดูก (Bone Scan) ประเมินมะเร็งนอกกระดูก และการแพร่กระจายไปกระดูกท่อนอื่น
  5. การวินิจฉัยมะเร็งกระดูกออสทีโอซาร์โคมาต้องทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Biopsy) โดยอาศัยลักษณะเฉพาะทางพยาธิวิทยา (Histology)

 

การรักษา (Diagnosis)

1. การผ่าตัด (Sugery)

          การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาหลักของมะเร็งกระดูก แบ่งออกเป็น 2 แนวทางด้วยกัน คือ การผ่าตัดกระดูกออกทั้งท่อน (Amputation) หรือตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออก (Wide Excision) การเลือกวิธีผ่าตัดต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำแหน่งของก้อน ขนาดของก้อน และการแพร่กระจายของมะเร็ง นอกจากนั้นยังคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับตัวผู้ป่วย ได้แก่ อายุ การเจริญเติบโตของกระดูก และการประกอบอาชีพในอนาคตด้วย

2. การฉายแสง (Radiotherapy)

         มะเร็งกระดูกออสทีโอซาร์โคมาจัดเป็นพวกดื้อต่อการฉายแสง (Radioresistant) ดังนั้นจึงใช้รังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็งแล้วทำการผ่าตัดต่อไป หรือใช้รังสีรักษาช่วยการผ่าตัดในผู้ป่วยที่ผ่าตัดออกได้ไม่หมด

3. เคมีบำบัด (Chemotherapy)

          มีทั้งการให้เคมีบำบัดก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัดขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และทีมงาน โดยปัจจุบันนิยมให้ก่อนทำการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็งและสามารถประเมินการตอบสนองต่อเคมีบำบัดได้ ซึ่งในช่วงระยะ 20 ปีมานี้เมื่อพบว่าการให้เคมีบำบัดได้ผลดีกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดอย่างเดียว

 

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพยากรณ์โรค (PROGNOSIS FACTORS)

1. ความรุนแรงของโรคขณะได้รับการวินิจฉัย ถ้ามีการกระจายของมะเร็งตั้งแต่ต้นมีพยากรณ์ไม่ดี

2. ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ถ้าอยู่กระดูกเชิงกราน กระดูกสันหลัง มีพยากรณ์โรคไม่ดี เพราะมักผ่าตัดเอาก้อนออกไม่ได้

3. ระยะเวลาที่เกิดอาการก่อนได้รับการวินิจฉัย มีความสัมพันธ์กับอัตราการเติบโตของก้อนมะเร็ง ถ้ามีอาการมานานมีพยากรณ์โรคดีกว่า

4. ลักษณะบางประการของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์กับพยากรณ์โรค เช่น

     - อายุ: ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 10 ปี มีพยากรณ์โรคเลวมาก ถ้าอายุเกิน 20 ปี มีพยากรณ์โรคดีกว่า

     - เพศหญิงมีพยากรณ์โรคดีกว่าเพศชาย

     - ระดับ alkaline phosphatase ในเลือดและก้อนเนื้องอก ถ้ามีระดับสูงผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการแพร่กระจายของ 

       มะเร็งในภายหลัง

     - ระดับ serum LDH มีความสัมพันธ์กับขอบเขตของโรค ถ้ามีระดับสูง

5. การตอบสนองต่อเคมีบำบัดก่อนผ่าตัดมีความสัมพันธ์กับพยากรณ์โรคมาก แต่จะทราบต่อเมื่อเริ่มการรักษาระยะหนึ่งแล้ว ไม่สามารถจะพยากรณ์โรคก่อนให้การรักษา เหมือนปัจจัยอื่นๆ

 

 

 

Contact

Phone:

02-576-6000 ต่อ 6163, 6170, 1783

Fax:

 

E-mail:

 

Service Hours

วันจันทร์ - ศุกร์ :

09.00 - 16.00 น.

Location

ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ

ชั้น 2 ศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
ชั้น 1 ศูนย์การแพทย์จุฬาภรณ์เฉลิมพระเกียรติ  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
54 ถนนกำแพงเพชร6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210